โดย วรปรัชญ์ ดาราษฎร์ (ผู้พัฒนา START ESG Method และผู้ก่อตั้ง Itemcentre)
หลายปีก่อน ผมได้รับโอกาสให้เข้าไปทำงานด้าน ESG ในช่วงที่เรื่องนี้ยังใหม่มากสำหรับหลายองค์กรในประเทศไทย
ตอนนั้นไม่มีหลักสูตรการสอนในมหาวิทยาลัย ไม่มีคู่มือสำเร็จรูป และไม่มีเส้นทางอาชีพที่ชัดเจน ผมจึงต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้ผ่านการทำงานจริง คลุกคลีกับเอกสารมาตรฐานระดับโลก โชคดีที่ในยุคนั้นมีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นเสมือนแหล่งข้อมูลหลักที่ช่วยปูพื้นฐานให้
แต่เมื่อต้องนำความรู้เหล่านั้นมาทดลองปรับใช้กับองค์กรจริง ผมกลับพบว่าสิ่งที่ยากที่สุดไม่ใช่การอ่านมาตรฐานให้แตกฉาน หรือการทำความเข้าใจศัพท์เทคนิคทางการลงทุน แต่คือการตอบคำถามหน้างานว่า… “แล้วคนทำธุรกิจและคนทำงาน จะเริ่มจากตรงไหน?”
คำถามร่วมของทุกองค์กร สู่การถอดรหัสกติกาโลก
เมื่อได้ทำงานร่วมกับหลายฝ่าย ผมค้นพบว่าไม่ว่าองค์กรจะมีขนาดเล็กหรือใหญ่ สิ่งที่พวกเขาสับสนไม่ใช่เรื่องการขาดแคลนข้อมูล แต่เป็น “วิธีการลงมือทำ” ทุกองค์กรมีคำถามที่เหมือนกันอย่างน่าประหลาดใจ:
- จะเริ่มจากตรงไหน?
- ต้องทำอะไรก่อนเป็นอันดับแรก?
- ต้องทำทุกเรื่องพร้อมกันเลยไหม?
- รายงานทำทีหลังได้ไหม ขอเริ่มทำของจริงก่อนได้หรือเปล่า?
คำถามเหล่านี้ทำให้ผมต้องกลับมาตั้งหลัก และพยายามหาคำตอบที่จับต้องได้ที่สุดให้กับคำถามคลาสสิกที่ว่า “ตกลงแล้ว ESG คืออะไรกันแน่?”
ตามตำราทางการ ESG คือแนวคิดการดำเนินธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยไม่คำนึงถึงผลกำไรเพียงอย่างเดียว แต่ต้องใส่ใจสังคมและสิ่งแวดล้อมด้วย ซึ่งในอดีตเรื่องนี้อาจเป็นเพียงเทรนด์ที่นักลงทุนให้ความสนใจ แต่ในปัจจุบัน มันได้กลายเป็น “กติกาแห่งความอยู่รอด” ของทุกธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่ม SME และ Supplier ที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน
เพื่อให้คนทำงานเห็นภาพ ผมจึงเริ่มแปลกติกาโลกเหล่านี้ ให้กลายเป็นภาษาธุรกิจที่พวกเขาคุ้นเคย:
- E (Environmental) แปลงเป็น Resources: ไม่ใช่แค่เรื่องรักษ์โลก แต่คือการมองว่าธุรกิจจัดการ “ทรัพยากร” พลังงาน และของเสียได้คุ้มค่าแค่ไหน
- S (Social) แปลงเป็น People: ไม่ใช่แค่การบริจาคเงินให้สังคม แต่คือการดูแล “ผู้คน” ในระบบ ทั้งพนักงาน ลูกค้า และคู่ค้าอย่างเป็นธรรม
- G (Governance) แปลงเป็น Rules: ไม่ใช่แค่กฎหมายกว้างๆ แต่คือการสร้าง “กติกา” การทำงานที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เอาเปรียบใคร
กำเนิด START ESG Method: เมื่อข้อมูลเชื่อมกับบริบทจริง
เมื่อเรามอง ESG ผ่านเลนส์ของ People, Resources และ Rules ภาพที่เคยซับซ้อนก็ชัดเจนขึ้น ทฤษฎีบนกระดาษเริ่มเชื่อมโยงกับระบบนิเวศการทำงาน (Work Ecosystem) ในชีวิตประจำวันของพนักงาน
สิ่งเหล่านี้ไม่ได้เรียกร้องหาทฤษฎีใหม่ แต่กำลังเรียกร้องหา “กรอบการทำงาน” ที่นำไปใช้ได้จริง ท้ายที่สุด ประสบการณ์ทั้งหมดได้ตกผลึกและกลายมาเป็น START ESG Method กระบวนการทำงานที่ถูกออกแบบมาเพื่อปลดล็อกความสับสน และเปลี่ยนกติกาโลกให้กลายเป็นเส้นทางที่คนทำธุรกิจสามารถก้าวเดินได้ทีละขั้น ตั้งแต่การทำความเข้าใจบริบท จัดลำดับความสำคัญ ลงมือทำ ไปจนถึงการสร้างหลักฐาน (Evidence) เพื่อเปลี่ยนเป็นความน่าเชื่อถือ (Trust) และการเติบโต (Growth)
5 คำแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นสายอาชีพนี้
ประสบการณ์จากวันนั้น สอนบทเรียนสำคัญที่ผมอยากส่งต่อให้กับคนที่อยากเริ่มต้นสายอาชีพด้านความยั่งยืนในวันนี้:
- ไม่จำเป็นต้องเรียนจบสาขาที่ชื่อ ESG โดยตรง: แต่ให้เริ่มจากความเชี่ยวชาญเดิมของคุณ ไม่ว่าจะเป็น HR, จัดซื้อ, การตลาด หรือปฏิบัติการ
- ฝึกมองระบบนิเวศการทำงานให้ขาด: ผ่านเลนส์ของ People, Resources และ Rules
- เรียนรู้การทำงานข้ามฝ่าย: เพราะความยั่งยืนไม่มีใคร หรือแผนกใดสามารถทำสำเร็จได้เพียงลำพัง
- ฝึกเปลี่ยนแนวคิดให้กลายเป็น Action และ Evidence เสมอ: เอกสารหรือรายงานที่ดูดี จะไม่มีความหมายเลยหากไม่มีรากฐานมาจากการลงมือทำจริง
- อย่าพยายามรู้ทุกมาตรฐานในวันแรก: แต่ให้เริ่มจากการเข้าใจบริบทและข้อจำกัดของธุรกิจให้ลึกซึ้งที่สุด
วันที่ผมเริ่มทำงานด้าน ESG ผมคิดว่าต้องเรียนรู้คำศัพท์และมาตรฐานให้มากที่สุด แต่เมื่อทำงานจริง ผมค้นพบว่า สิ่งสำคัญกว่าไม่ใช่การรู้ทุกคำตอบ แต่คือการตั้งคำถามให้ถูก มองเห็นระบบที่ธุรกิจพึ่งพา และช่วยให้คนในองค์กรเริ่มลงมือจากสิ่งที่สำคัญจริงๆ
START ESG Method จึงไม่ได้เกิดจากการพยายามสร้างทฤษฎีใหม่ แต่เกิดจากความพยายามทำให้เส้นทางที่เคยสับสนของผม กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ง่ายและมีความหมายสำหรับคนทำธุรกิจทุกคน
พร้อมเริ่มต้น Start ESG อย่างเป็นระบบหรือยัง?
องค์กรไม่จำเป็นต้องเริ่มด้วยโครงการใหญ่ แต่เริ่มจากการเข้าใจ Business Ecosystem เลือกเรื่องสำคัญ และเปลี่ยนสิ่งที่คุณทำอยู่แล้วให้เป็นความน่าเชื่อถือ